‘ของเสียเหลือศูนย์’
ลดขยะให้เหลือศูนย์ เรื่องง่าย ๆ ที่เป็นไปได้ในโลกปัจจุบัน กรุงเทพมหานครเปิดเผยว่า ในปี 2549 ปริมาณขยะที่ถูกส่งไปยังสถานีขนถ่ายมูลฝอยสายไหม หนองแขม และอ่อนนุช อันเป็นศูนย์รวมขยะทั้งปวงที่เกิดจากคนกรุงเทพฯ มีทั้งหมด 3,058,260 ตัน นั่นหมายถึงคนกรุงสร้างขยะรวมกันวันละ 8,379 ตัน เฉลี่ยคนละ 1.4-1.6 กิโลกรัมต่อวัน ถ้าแยกประเภทขยะข้างต้นจะพบว่า เป็นเศษอาหารร้อยละ 45 พลาสติกร้อยละ 28 กระดาษร้อยละ 10 รวมกันแล้วขยะร้อย 83 นี้สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก อาทิ เศษอาหารนำไปทำปุ๋ยหมัก อันเป็นการส่งเสริมวิถีเกษตรอินทรีย์ด้วยการผลิตปุ๋ยหมักราคาถูก พลาสติกและกระดาษส่งเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งจะช่วยลดอัตราการใช้น้ำมันผลิตถุงพลาสติกได้ปีละหลายล้านลิตร ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการกำจัดพลาสติกได้จำนวนมาก และลดการตัดต้นไม้ได้ปีละหลายแสนต้น ดังนั้น กุญแจสำคัญที่จะลดปริมาณขยะเหล่านี้ก็คือการ “แยกขยะ” ถึงแม้การแยกขญะจะเป็นเรื่องง่าย แต่ที่ผ่านมาจะพบว่ามีคนหรือหน่วยงานที่ลงมือทำมันอย่างจริงจังนั้นหาได้ยาก เพราะนอกจากต้องมีวินัยในตนเองสูงแล้ว ยังต้องเผชิญกับความมักง่ายของผู้อื่นและข้อจำกัดของชีวิตในเมืองอีกมากมาย เมื่อไม่นานมานี้ โรงเรียนแห่งหนึ่งได้พิสูจน์แล้วว่า การแยกขยะสามารถทำได้จริง ด้วยวิธีง่าย ๆ ใช้อุปกรณ์ไม่กี่ชนิด ไม่ต้องใช้เครื่องจักรหรือระบบแยกขยะมูลค่านับร้อยล้านที่บรรดาบริษัทใหญ่ ๆ เอ่ยอ้างแต่อย่างใด โรงเรียนรุ่งอรุณ เป็นโรงเรียนขนาดกลาง ตั้งอยู่ในเขตบางขุนเทียน เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล-มัธยม 6 ยึดหลักการเรียนการสอนแบบให้เด็กเป็นศูนย์กลางโดยอาศัยแนวทาง “วิถีพุทธ” สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนเอื้อต่อพัฒนาการของเด็ก เมื่อ 5 ปีก่อนโรงเรียนแห่งนี้ต้องเผชิญกับปัญหาขยะล้นโรงเรียน โดยบุคลากรกว่า 1,200 คน ผลิตขยะรวมกันถึงวันละ 206 กิโลกรัม และกว่าที่รถขยะจากสำนักงานเขตจะเข้ามาเก็บสัปดาห์ละครั้ง ขยะก็จะสะสมถึง 1,070 กิโลกรัม ส่งกลิ่นเหม็นและก่อปัญหามากมาย ด้วยแนวคิดที่ว่า ขยะเป็น “สัจจะวัสดุ” แต่ละชิ้นมีที่มาและสามารถแปรให้เป็นทรัพยากรใหม่ได้แทบทั้งหมด เพียงแต่มันมาอยู่รวมกันจึงไม่น่าดู คณะครูและเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนอันได้แก่ ครูดุจ-อภิดลน์ เจริญอักษร ครูปุ้ย-ปราณี หวาดเปีย และจักรชัย กุลวงศ์ ฝ่ายจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจึงริเริ่มโครงการ “Zero Waste” ทำการแยกขยะมาตั้งแต่เดือนกุมภาพัน 2547 พวกเขาต้องทนกับกลิ่นเหม็นและสภาพเลอะเทอะสุด ๆ เพื่อเก็บสถิติขยะในแต่ละวันและสืบหาต้นทางของพวกมัน มีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยสร้างโรงปุ๋ยหมักเพื่อนำขยะย่อยสลายได้มาทำปุ๋ย จากการสำรวจพวกเขาพบว่า โรงเรียนมีขยะทั้งหมด 4 ประเภท คือ เศษอาหารนำไปเลี้ยงปลาได้ เศษผัก-เปลือกผลไม้นำไปทำปุ๋ยหมักได้ ขวดพลาสติกและแก้วนำไปรีไซเคิลได้ และขยะย่อยสลายยากจำพวกถุงพลาสติกบางชนิด รวมถึงขยะพิษเช่น ถ่านไฟฉาย ก็จะส่งให้ กทม. นำไปรีไซเคิลหรือกำจัดต่อไป เมื่อได้ข้อมูลครบ พวกเขาก็เริ่มขอความร่วมมือจากโรงครัวให้แยกเศษอาหารใส่ถังเพื่อส่งไปเลี้ยงปลา ทำให้ขยะในโรงครัวจากเดิม 53.3 กิโลกรัมต่อวัน ลดเหลือ 6.5 กิโลกรัมต่อวัน ต่อมาโครงการได้ประกาศรับ “ขาโจ๋สำรวจขยะ” เพื่อให้บุคลากรในโรงเรียนเข้ามามีส่วนร่วมและขยายผลแนวคิดต่อไป และได้จัดตั้งสถานีแยกขยะตามชั้นต่าง ๆ ของอาคารเรียนทุกหลัง โดยเวรในแต่ละชั้นจะนำขยะมาที่ตรงคัดแยกอันเป็นจุดรวมขยะทั้งหมดในโรงเรียนที่ควบคุมโดยครูปุ้ยกับอาสาสมัครจำนวนหนึ่ง ซึ่งทุกเช้าพวกเขาจะจัดการนำขยะต่าง ๆ ที่แยกประเภทมาแล้วใส่ถังขยะส่วนกลาง นอกจากนี้ยังจัดตั้งสถานีรีไซเคิล 5 จุดทั่วโรงเรียน โดยแต่ละจุดจะมีซิงก์บริการไว้ล้างขยะจำพวกภาชนะพลาสติก กล่องนม ฯลฯ ก่อนจะแยกประเภททิ้งลงถังที่จัดมารองรับตามชนิดวัสดุ ครูดุจเล่าว่าทั้งหมดนี้ไม่เป็นการบังคับ ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของแต่ละคน ฝ่ายสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนทำหน้าที่เพียงรณรงค์และ “เร้ากุศล” (ชักชวนให้ทำความดี ทำประโยชน์ด้วยวิธีการที่ไม่เชย) อย่างต่อเนื่อง ถ้าหากชั้นเรียนใดทิ้งขยะแบบเดิม โรงคัดแยกก็ไม่แยกให้ แต่จะส่งทาง กทม.ไปทั้งแบบนั้น ถึงวันนี้โครงการ Zero Waste มีอายุครบ 4 ปีเต็ม ปริมาณขยะล่าสุดในช่วงต้นปี 2551 เฉลี่ยอยู่ที่ 26 กิโลกรัมต่อวัน “ช่วงหนึ่งเราลดขยะที่ต้องส่งให้ กทม. เหลือเพียง 12 กิโลกรัมต่อวัน จนได้รับรางวัลโรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่น ประจำปี 2547-2548 จากโครงการ “โรงเรียนนำร่อง ของเสียเหลือศูนย์” ที่บริษัทฮอนด้าจัดขึ้น โดยภาพรวมจนถึงวันนี้เห็นได้ชัดว่าพฤติกรรมของคนในโรงเรียนเปลี่ยนไป ผู้ปกครองบางคนนำวิธีการไปใช้ที่บ้าน นำขยะที่แยกแล้วมาฝากทิ้งกับโรงเรียนเดือนละครั้ง ตอนนี้ระบบส่วนกลางของโรงเรียนมี แต่มันก็ขึ้นกับบุคลากรว่าจะทำแค่ไหน เพราะแต่ละคนต้องรู้ทันตัวเองและมอง ส่วนรวมเป็นสำคัญ ผลอยู่ที่ปลายทางคือปริมาณขยะที่ส่งให้ กทม.” ครูดุจเล่า เจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งของโรงเรียนบอกว่า ปัญหาที่พบอีกอย่างคือ ขยะที่โรงเรียนไม่สามารถรีไซเคิลหรือกำจัดได้ก่อนส่งต่อให้ กทม. เมื่อรถขยะมารับก็จะนำไปเทรวมกับขยะอื่น ๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ กทม. ให้เหตุผลว่าปลายทางของขยะในเขตบางขุนเทียนคือสถานีขนถ่ายมูลฝอยหนองแขม ซึ่งเอกชนที่รับสัมปทานจะนำขยะไปกำจัดอีกทีที่อำเภอกำแพงแสน นครปฐม โดยไม่มีข้อตกลงกับ กทม. เรื่องการแยกขยะ การที่โรงเรียนหวังจะให้นำขยะพิษไปแยกกำจัดจากขยะของบ้านเรือนอื่น ๆ ในขั้นตอนสุดท้ายจึงไม่มีประโยชน์ เพราะสุดท้ายก็จะถูกเทรวมกันที่ปลายทาง ส่วนเอกชนที่มีข้อตกลงแยกขยะกับทาง กทม. จะรับขยะจากสถานีขนถ่ายมูลฝอยอ่อนนุชเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ครูดุจบอกเราว่า ปัญหานี้ไม่สำคัญ เพราะระบบนี้จะช่วยลดขยะก่อนถึงขั้นตอนกำจัดขยะของ กทม.ได้กว่าร้อยละ 80 และในอนาคต ถ้าคนกรุงเทพฯ หรือคนทั้งประเทศริเริ่มกระบวนการนี้ ก็จะสามารถกดดันให้หน่วยงานท้องถิ่นจนถึงรัฐบาลให้การสนับสนุนโดยปริยาย ซึ่งในที่สุดรัฐบาลจะเหลือภาระเพียงอย่างเดียวคือ การกำจัดขยะพิษเท่านั้น และที่สำคัญ ปัญหาการคอร์รัปชั่นใน กทม. ก็คงหมดไป เพราะโครงการสร้างโรงกำจัดขยะมูลฝอยขนาดใหญ่จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปแล้ว ที่มา : หนังสือสารคดี ฉบับเดือนมีนาคม 2551 โดย สุเจน กรรพฤทธิ์ แป๋งขี้เหยื้อหื้อเป๋นทุน ลดโลกร้อน แหล่งท่องเที่ยว มักประสบปัญหาขยะล้นเมือง และชาวบ้านส่วนใหญ่แก้ปัญหาด้วยความไม่รู้ด้วยการนำไปเผา สร้างให้เกิดปัญหามลพิษ กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รวมทั้งต่อการท่องเที่ยวเอง “เชียงใหม่” ประสบปัญหาเหล่านี้ด้วยเช่นกัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยคิดแก้ปัญหาโดยการริเริ่มโครงการเก๋ ๆ ด้วยการนำขยะเหลือใช้ในชุมชนมาเพิ่มมูลค่า เรียกว่าเป็น “โครงการบูรณาการฝึกอบรมการเพิ่มมูลค่าของเหลือใช้เพื่อลดมลพิษทางอากาศจากการเผา โดยประชาชนมีส่วนร่วม” ภายใต้ชื่อโครงการ “แป๋งขี้เหยื้อหื้อเป๋นทุนเพื่อลดการเผาขยะ” หรือ “โครงการทำขยะให้เป็นทุนเพื่อลดการเผาขยะ” นั่นเอง โครงการนี้ เป็นความร่วมมือของ 3 หน่วยงานในมหาวิทยาลัย ได้แก่ สถาบันวิจัยสังคม ทำหน้าที่สำรวจหาข้อมูลชุมชนในเชียงใหม่ที่มีมลพิษจากการเผาและมีขยะเหลือใช้ในชุมชน คณะบริหารธุรกิจ ทำหน้าที่ควบคุมต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการด้านการตลาด และช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า เพื่อให้ชาวบ้านสร้างรายได้จากสินค้าจริง สุดท้าย คณะวิจิตรศิลป์ทำหน้าที่ให้ความรู้ จัดอบรม และการออกแบบดีไซน์ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมในแต่ละชุมชน พร้อมควบคุมและตรวจสอบคุณภาพก่อนวางจำหน่าย ขยะพื้นถิ่น สู่เสน่ห์ที่แตกต่าง ผศ.สุนันทา รัตนาวะดี สาขาวิชาการออกแบบ ภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะผู้ควบคุมด้านการออกแบบและคุณภาพสินค้า ฉายภาพโครงการแป๋งขี้เหยื้อฯ ให้ฟังว่า สถาบันวิจัยสังคมคัดเลือก 3 ชุมชนนำร่อง โดยเป็นชุมชนที่พบจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดมากที่สุด คือ ชุมชนทานตะวัน แขวงเม็งราย อำเภอเมือง เทศบาลตำบลสารภี อำเภอสารภี และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง โดยแต่ละชุมชนผลิตสินค้า 2 ผลิตภัณฑ์ ระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ถึงเดือนกันยายนปีนี้ ผลิตภัณฑ์จะมีความแตกต่างกันไปตามขยะในแต่ละพื้นที่ อย่าง ชุมชนทานตะวัน ที่สภาพแวดล้อมส่วนใหญ่เป็นหอพักนักศึกษา เป็นชุมชนที่มีจำนวนประชากรหนาแน่น ทำให้มีเศษกระดาษ หนังสือพิมพ์เหลือใช้ รวมไปถึงโครงเหล็กของมุ้งลวดวางทิ้งตามถังขยะในชุมชน จึงได้ไอเดียนำลวดมาขึ้นโครงผลิตเป็น “ภาชนะเกลียวคลื่น” เล่นสีสันสดใสสะดุดตาผู้พบเห็น และเป็นของตกแต่งบ้านสไตล์โมเดิร์น ดูดีไม่แพ้สินค้าที่ขึ้นห้างราคาแพง ราคาย่อมเยาเพียงชิ้นละ 350 บาท และ “กระเช้ารูปสัตว์” นานาชนิดเน้นความสวยงามด้านศิลปะ ที่สำคัญสามารถใช้งานได้จริง คงทน รูปแบบสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของลูกค้า ราคาประหยัดเพียง 450 บาท ขณะที่ ชุมชนเทศบาลตำบลสารภี อ.สารภี ที่มีปัญหาเรื่องหญ้าแห้งจำนวนมาก และส่วนใหญ่จะทำลายด้วยการเผา ส่งผลให้เกิดมลพิษในอากาศ จึงมีแนวความคิดที่จะนำเศษหญ้าแห้งมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ “ตะกร้าหญ้า” หลายรูปทรง ทั้งสี่เหลี่ยม วงกลม คุณสมบัติเด่นคือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายง่าย น้ำหนักเบา รูปทรงกระทัดรัด ใช้เป็นของตกแต่งบ้าน ใส่ผลไม้ และอาหารแห้ง เหมาะที่จะเป็นของฝาก ราคาย่อมเยาเพียงชิ้นละ 290 บาท ส่วนอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งคือ “เบาะนั่งเศษผ้า” ที่ใช้เศษผ้าเหลือใช้จากโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของชุมชมและโฟมที่เป็นขยะย่อยสลายยาก นำมาประยุกต์และตกแต่งให้มีสีสันทันสมัยใช้สอยตามความต้องการ สนนราคาเพียง 690 บาท สุดท้าย องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหวน และชุมชนบ้านถวาย ที่มีชื่อเสียงเรื่องการทำเฟอร์นิเจอร์เป็นอาชีพหลัก ทำให้มีเศษขี้เลื่อยจากการแปรสภาพไม้ จึงนำมาใส่ความคิดสร้างสรรค์ผสมกาวและขึ้นรูปเป็น “กระถางขี้เลื่อย” สารพัดประโยชน์ อายุการใช้งานนาน น้ำหนักเบา รูปทรงกระทัดรัด ลวดลายแตกต่างกันแล้วแต่การสรรค์สร้างของชุมชน ที่สำคัญย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังผลิต “กระเป๋าถุงนม” ตกแต่งด้วยเศษผ้าขนาดพอเหมาะ น้ำหนักเบา และรับประกันในความทนทาน แต่ละใบดีไซน์เก๋ไม่ซ้ำแบบ ผศ.สุนันทา ให้ข้อมูลต่อไปว่า สินค้าแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันในระดับของความยากง่าย การขึ้นรูปขึ้นแบบ และความประณีตบรรจง ผลงานที่เป็นกึ่งงานหัตถกรรมและงานศิลปะที่มีการผสมผสานอย่างลงตัว แต่อุปสรรค์ใหญ่ที่พบในทุกชุมชน คือการใช้สี ที่ชาวบ้านยังไม่เคยชินและติดความคิดเดิม ๆ ว่าต้องผลิตสินค้าให้จำหน่ายในตลาดระดับล่าง จึงมักใช้สีฉูดฉาดเกินงาม หรือบางรายก็จับคู่สีไม่เหมาะสม ซึ่งกว่าจะได้งานที่ออกมามีความลงตัวทั้งดีไซน์ สีสัน และคุณภาพที่ลงตัวก็เหนื่อยกันไป ทั้งคนสอนและคนทำ “ผลงานที่ออกสู่สายตาประชาชนเมื่อครั้งเปิดตัวงานซอฟท์ โอเพนนิ่ง ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า เชียงใหม่ แอร์พอร์ต เมื่อเร็ว ๆ นี้ ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของโครงการแป๋งขี้เหยื้อฯ สร้างความพึงพอใจแก่ชาวป้านเป็นอย่างมาก เพราะได้รับการตอบรับด้วยดีจากผู้เข้าชมงาน และยังมีนักธุรกิจ ร้านค้า โรงแรม ฯลฯ ติดต่อให้นำสินค้าจำหน่ายแล้ว” ความคืบหน้าจาก ผศ.สุนันทา จับตาตลาดบน-สนใจสิ่งแวดล้อม หากจะพูดถึงกำลังการผลิตของแต่ละชุมชน จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถคำนวณเป็นปริมาณที่แน่นอน และยังอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ได้คุณภาพและมาตรฐานสำหรับกลุ่มเป้าหมาย “ระดับบี” ขึ้นไป ซึ่งไม่เกี่ยงราคา ทว่ามีความใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม และต้องการสินค้าแฮนด์เมดที่มีดีไซน์และสีสันที่แตกต่างที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไป ขณะนี้ ร้านนันทขว้าง ที่จำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้านบริเวณถนนนิมมานเหมินทร์ ได้ติดต่อขอรับสินค้าไปจำหน่ายแล้ว นอกจากนี้ยังมีแผนการตลาดที่จะนำสินค้าไปวางจำหน่ายในโรงแรม บูทิคโฮเทล ธุรกิจสปา ซึ่งลูกค้าส่วนมากจะมีความชื่นชอบสินค้าเหล่านี้ รุ่งรวี ไชยประสพ ผู้จัดการฝ่ายบัญชี ร้านนันทขว้าง ที่รับสินค้าในโครงการแป๋งขี้เหยื้อฯ ไปวางจำหน่ายเป็นเวลา 1 สัปดาห์ พบว่าลูกค้าให้ความสนใจและชื่นชมด้านดีไซน์ และความคิดสร้างสรรค์ แต่เมื่อคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยแล้ว ลูกค้าบางรายยังไม่ตัดสินใจซื้อในทันที เช่นตระกร้าหญ้า ซึ่งมีลูกค้าสะท้อนให้ฟังว่ายังไม่มีความคงทนพอที่จะนำไปใช้ได้จริง แต่สิ่งที่สามารถดึงดูดความสนใจได้คือ กระเช้ารูปสัตว์ ที่มีสีสันสดใส ดีไซน์เป็นรูปสัตว์นานาชนิด “ตอนนี้เป็นช่วงโลว์-ซีซั่น จึงไม่สามารถชี้วัดความพึงพอใจของลูกค้าได้ ต้องรออีกสักระยะเพื่อให้ลูกค้าเป็นผู้ประเมินและตัดสินใจ เพราะลูกค้าโดยส่วนมากที่มาใช้บริการร้านนันทขว้างจะเป็นทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่ชื่นชอบสินค้าแฮนด์เมด ที่มีรูปร่าง ดีไซน์ และสีสันแปลกตา แต่แฝงไปด้วยความทันสมัย และมีคุณค่าในตัวเอง และสินค้าในโครงการแป๋งขี้เหยื้อฯ ก็สามารถตอบสนองความต้องการได้เป็นอย่างดี” รุ่งรวีเผยฟีดแบค สิ่งแวดล้อมดี ชุมชนมีรายได้ ขณะที่ สม ขุ่ยอาภัย ประธานชุมชนทานตะวัน แขวงเม็งราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เข้าร่วมโครงการแป๋งขี้เหยื้อเป๋นทุนฯ โดยผลิตภาชนะเกลียวคลื่นและกระเช้ารูปสัตว์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของโครงการเพื่อเป็นการลดปัญหาขยะที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตประชาชน โดยชุมชนมีกำลังการผลิต 15-20 ชิ้นต่อวัน ขึ้นกับสภาพอากาศ เนื่องจากทั้งภาชนะเกลียวคลื่นและกระเช้ารูปสัตว์ เมื่อขึ้นรูปแล้วต้องนำไปตากแดดให้แห้ง ก่อนถึงขั้นตอนการลงสีและเคลือบแลคเกอร์ ก่อนนำไปตากแดดอีกครั้ง ต้นทุนในการผลิตต่อชิ้นจะราคาประมาณ 100 บาท ส่วนมากจะเป็นต้นทุนค่ากาว ค่าสีและแลคเกอร์ที่ใช้ในการตกแต่งผลิตภัณฑ์ให้สวยงาม แม้ว่าราคาขายสินค้าจะไม่มากนัก ชาวบ้านไม่สามารถยึดเป็นอาชีพหลักในการเลี้ยงชีพได้ แต่ก็ภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ส่วนรายได้จากการจำหน่ายสินค้าถือเป็นผลพลอยได้ที่ได้รับ จากขยะไร้ค่าซึ่งเคยสร้างมลภาวะให้คนเชียงใหม่ แต่หากทุกคนใส่ใจกำจัดอย่างถูกวิธี นอกจากจะเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการสร้างมูลค่าของวัสดุเหลือใช้นำรายได้เข้าชุมชนอีกด้วย ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์จุดประกาย Life วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2551
ทองเหมาะ แจ่มแจ้ง ชาวนาอัจฉริยะ คนไทยอย่างเรามักได้ยินคำพูดที่ว่า “ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ” มาแต่อ้อนแต่ออก ฟังดูแล้วเหมือนเราจะให้ความสำคัญกับชาวนาผู้เป็นเกษตรกรปลูกข้าวให้พวกเราได้มีรับประทานกัน รวมทั้งยังเป็นสินค้าออกที่สำคัญทำรายได้หลักให้กับประเทศมาช้านาน อย่างไรก็ตาม ไม่ค่อยปรากฎว่าจะมีชาวนาสักกี่คนที่มีฐานะร่ำรวย โดยมากมักมีฐานะค่อนข้างยากจน มีหนี้สินล้นพ้นตัว เข้าทำนองยิ่งทำนาก็ยิ่งจน ดังนั้นผู้เป็นชาวไร่ชาวนาจึงไม่ค่อยอยากให้ลูกหลานทำนาเหมือนตน ถ้าพอมีฐานะจะส่งเสียให้ร่ำเรียนได้ก็มักจะสอนสั่งลูกหลานให้ร่ำเรียนสูง ๆ “จะได้เป็นเจ้าคนนายคน” อย่างนี้คงอนุมานได้ว่าคนเป็นชาวนานั้นไม่มีโอกาสเป็นเจ้าคนนายคนละกระมัง? คอลัมน์นี้ของดิฉันมิได้มีไว้เพื่อเขียนถึงผู้นำหรือผู้บริหารธุรกิจเท่านั้น และก็มิได้มีไว้เพื่อเขียนถึงแต่ผู้นำที่มีชื่อเสียงที่เป็นชาวต่างชาติ ดิฉันรอมานานแล้วที่จะได้เขียนถึงชาวไร่ชาวนาที่เป็นเจ้าของภูมิปัญญา (Wisdom) อันล้ำค่า ทั้งนี้ ดิฉันได้ชมรายการ “จับเข่าคุย” ของคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา ซึ่งได้สัมภาษณ์คุณลุงทองเหมาะ แจ่มแจ้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ความจริงแล้วคุณลุงทองเหมาะนั้น “ดัง” มานานแล้ว แต่เรื่องราวของคุณลุงไม่ค่อยได้รับการถ่ายทอดในหนังสือพิมพ์แนวธุรกิจสักเท่าไร ดิฉันจึงขอเขียนถึงชาวนาอัจฉริยะท่านนี้ และขอร่วมแสดงความชื่นชมด้วยอีกคน หัดเรียนรู้จากความผิดพลาด คุณลุงทองเหมาะเป็นชาวนาที่ตั้งรกรากอยู่ที่สุพรรณบุรี โดยในวัยหนุ่มท่านเล่าให้ฟังว่าตนเองก็เป็นชาวนาธรรมดา ๆ ที่ทำนาปลูกข้าวด้วยวิธีการของชาวนาทั่ว ๆ ไป ที่ต้องซื้อปุ๋ยอินทรีย์มาบำรุงต้นข้าว ใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าและยา ฯลฯ เพื่อฆ่าศัตรูพืชทั้งหลาย ซึ่งปรากฎว่าพอใช้ยาฆ่าหญ้าชนิดหนึ่งตาย ก็มีหญ้าพันธุ์แปลก ๆ อื่น ๆ ขึ้นมาแทน พอฆ่าแมลงชนิดหนึ่งตาย หรือฆ่าหนูตาย ก็มีหอยเชอรี่มากัดกินต้นข้าวแทน ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนแต่ไรมาไม่เคยพบเห็นหอยเชอรี่มาก่อน เข้าใจว่าพอระบบนิเวศน์ในนาถูกทำลายก็ทำให้มีวัชพืชและศัตรูพืชอื่น ๆ เกิดขึ้นมาทดแทน คุณลุงเล่าว่า แม้จะเป็นชาวนา แต่ท่านก็มีความฝันว่าต้องมีเงินให้ได้สัก 6 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่เป็นชาวนานี่แหละ แต่เม่อทำนาด้วยวิธี “สมัยใหม่” แบบนี้ นอกจากจะเก็บเงินไม่ได้แล้ว ยังมีหนี้สินท่วมตัวนับเป็นเงินหลายล้านบาท เพราะข้าวในนาไม่เคยให้ผลผลิตที่ดีเลย แถมคุณภาพของดินก็แย่ลง ศัตรูพืชเกิดขึ้นเต็มไปหมด จนวันหนึ่งนึกเอะใจ เพราะตอนที่ทำโรงสีได้เห็นคนงานโกยข้าวเป็นลม เพราะได้รับพิษจากการใช้สารเคมีฆ่าเพลี้ยในนา โดยพิษของสารเคมีนั้นติดไปถึงเมล็ดข้าวในรวงด้วย คุณลุงทองเหมาะจึงคิดว่าทำนาโดยใช้สารเคมีนี้คงไม่ใช่หนทางที่เหมาะสม อัจฉริยะเกิดจากการสังเกต แม้จะไม่มีการศึกษาสูง แต่คุณลุงเป็นผู้ที่รู้จักสังเกตแทนที่จะก้มหน้าก้มตาทำนาด้วยวิธีเดิม ๆ เมื่อเห็นว่าไม่ได้ผลก็หยุดคิดหาเหตุผล จากนั้นก็แสวงหาความรู้โดยเข้ารับการอบรมเรื่องการใช้วิธีเกษตรธรรมชาติแบบไทยและแบบซี่ปุ่น แล้วความที่เป็นผู้มีเชาว์ปัญญาสูงก็รักจักพัฒนาองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยได้คิดค้นน้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้กับนาข้าวแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมีต่าง ๆ ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ นาข้าวของคุณลุงปลอดสารเคมีมาเป็นเวลานานเกือบสิบปีแล้ว โดยในช่วง 2-3 ปีแรก ผลผลิตยังออกมาไม่ดีนัก เพราะระบบนิเวศน์ในนายังไม่คืนสภาพสู่ความเป็นธรรมชาติเหมือนดั้งเดิม แต่พอผืนดินคืนสู่ความเป็นธรรมชาติเต็มที่ ก็สามารถให้ผลลิตสูงกว่านาข้าวที่ใช้สารเคมีเสียอีก นอกจากนี้ยังลดค่าใช้จ่ายเรื่องปุ๋ยและสารเคมีได้นับเป็นหมื่นเป็นแสนบาท นอกจากนวัตกรรมการทำน้ำหมักชีวภาพของคุณลุงที่ใช้แทนปุ๋ยเคมีได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว คุณลุงทองเหมาะยังได้ค้นพบวิธีลดอัตราการเกิด (ไม่ใช่ “ฆ่า” นะคะ) ของหอยเชอรี่ในนาอีกด้วย โดยได้คิดค้นสูตรน้ำยาชนิดหนึ่งที่ผลิตจากส่วนผสมของน้ำส้มสายชูกากน้ำตาลและจุลินทรีย์ ซึ่งพอใช้ไปสักระยะหนึ่ง หอยเชอรี่ก็จะไข่ได้น้อยลงและเล็กลงทำให้ลูกหอยโตช้าพอที่จะทำให้ปลาในนากินลูกหอยด้วย เป็นการควบคุมศัตรูพืชด้วยวิธีธรรมชาติ เวลาฟังคุณลุงทองเหมาะเล่าเรื่องการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในการทำนา ดิฉันรู้ว่าเหมือนตัวเองกำลังฟัง “นักบริหารมืออาชีพ” คนหนึ่งเล่าถึงวิธีการแก้ปัญหาในธุรกิจของเขา ต่างกันแต่เพียงว่าธุรกิจของคุณลุงคือ ธุรกิจการทำนา ทั้งนี้วิธีการวิเคราะห์ปัญหาของชนชั้นผู้นำไม่ว่าจะอยู่ในอาชีพใด จะมีขั้นตอนคล้ายคลึงกันทั้งสิ้น เป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์และเป็นวิถีของชาวพุทธผู้มีปัญญาไม่งมงายแต่ใช้การสังเกตใช้เหตุผลและทำการทดลองเพื่อทดสอบความรู้อย่างเป็นระบบ
เรื่องราวการคิดค้นนวัตกรรมในการทำงานของคุณลุงมีมากมายล้วนน่าทึ่งทั้งนั้น จึงต้องขออนุญาตชื่นชมในความสามารถและชื่นใจที่ผู้ประกอบอาชีพทำนาเชื้อสายไทยแท้ ๆ ประสบความสำเร็จในการเพิ่มผลิตผลข้าวในนาโดยไม่ต้องพึ่งปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าศัตรูพืชที่เป็นสารเคมีใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะความช่างสังเกต การรักการเรียนรู้ในศาสตร์การทำเกษตรโดยวิธีธรรมชาติ ทำให้คุณลุงทองเหมาะสามารถคิดค้นสูตรน้ำหมักชีวภาพ สูตรน้ำยาที่ใช้ลดปริมาณไข่ของหอยเชอรี่ที่ทำมาจากผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติล้วน ๆ นาข้าวของคุณลุงจึงปลอดสารเคมีโดยสิ้นเชิง และเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ (Ecological System) ของนาข้าวคืนสู่ความเป็นธรรมชาติอุดมสมบูรณ์แบบดั้งเดิม “ผู้จัดการนามืออาชีพ” คุณลุงเล่าให้ฟังผ่านรายการ “จับเข่าคุย” ของคุณสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ว่าคุณลุงมีลูกชาย 2 คน คนโตศึกษาจนจบปริญญาทางสาขาคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา ไม่กลับเมืองไทยเพราะ “กลัวพ่อจะให้ทำนา” ส่วน ลูกชายคนน้องก็มีการศึกษาสูงถึงระดับปริญญาโท แต่ยังประกอบอาชีพทำนาอยู่ที่สุพรรณบุรีกับคุณลุงนี่แหละ ทั้งนี้จากจากจะทำนาในที่ดินของตนเองแล้ว คุณลุงกับลูกชายยังรับจ้าง “บริหารนา” ของคนอื่นอีกด้วย ว้าว ! ฟังแล้วเก๋ซะไม่มีนะคะ… ทางรายการ “จับเข่าคุย” ได้บันทึกเทปกิจการ “บริหารนา” ของคุณลุงที่มีภาพลูกชายนำ “แผ่นต้นกล้าข้าว” ไปดำในนาของลูกค้า ซึ่งแตกต่างจากการดำนาวิธีดั้งเดิมที่เราเห็นชาวนาทั่วไปทำคือ นำต้นกล้าลงไปปักหรือดำในนาทีละต้น ๆ โดยทิ้งระยะห่างระหว่างต้นไม่มากนัก แต่วิธีดำนาที่ลูกชายของคุณลุงสาธิตให้ดูนั้น เหมือนกับวิธีการปลูกหญ้าไม่มีผิด กล่าวคื ยกต้นกล้าข้าวเป็นแผ่น ๆ ขนาดประมาณ 1 ตารางฟุต ลงไปปูกับพื้นนาได้เลย นับเป็นความก้าวหน้าในการทำนาข้าวซึ่งทำให้ประหยัดเวลา ประหยัดงบและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเป็นการพัฒนาผู้ประกอบอาชีพทำนาให้กลายเป็น “มือโปร” ในการทำนา เหมือนอาชีพอื่น ๆ ที่มี “มืออาชีพ” (Professional) นั่นเอง นับว่าคุณลุงทองเหมาะได้สร้างความหวังและเส้นทางการพัฒนาอาชีพ (Career Development) ให้กับชาวนาไทยอีกประการหนึ่งด้วย ใครที่เคยคิดว่าอาชีพทำนาเป็นอาชีพต่ำต้อย ไม่ต้องใช้สติปัญญา ใช้แต่แรงกายจะต้องเปลี่ยนความคิดนี้แน่ ๆ นอกจากนี้ หากมีระบบบริหารจัดการที่ดี ก็สามารถผันตัวเองจากชาวนาธรรมดา กลายเป็นมืออาชีพรับจ้างบริหารนาของคนอื่นได้ การทำนาก็จะกลายเป็นธุรกิจชนิดหนึ่งที่เลี้ยงชีพตนเองได้อย่างยั่งยืน ดิฉันยังคิดต่อยอดอีกว่า หากรัฐบาลไทยจะสนับสนุนคุณลุงทองเหมาะให้เปิดหลักสูตรหรือสถาบันการบริหารนาข้าวให้ความรู้แก่ชาวนาทั้งหลายอย่างเป็นระบบ ก็น่าจะที่จะทำให้อาชีพทำนาเป็นอาชีพที่มีองค์ความรู้ (Knowledge) มีกระบวนการที่เป็นหลักการทฤษฎี แล้วก็จะทำให้ประเทศไทยเป็น “ครัวของโลก” ได้อย่างแท้จริง ปรัชญาและจิตวิทยาของการทำนา ปัจจุบัน คุณลุงทองเหมาะรับจ๊อบเป็นวิทยากรบรรยายให้กับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อแบ่งปันความรู้การทำเกษตรแบบวิธีธรรมชาติ การทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อใช้แทนปุ๋ยเคมี การสังเกตการเติบโตของต้นข้าวในระยะต่าง ๆ การฟื้นฟูระบบนิเวศน์ของพื้นที่การทำนาเพื่อให้วงจรชีวิตของสัตว์และแมลงต่าง ๆ ในนาอยู่รวมกันและควบคุมอัตราการเกิด-ตายของพวกมันอย่างลงตัว ดิฉัน ซึ่งเป็นคนที่ไม่มีความรู้ในการทำนาเลยก็จริง แต่เมื่อได้ฟังคุณลุงพูดคุยกับคุณสรยุทธ์ ดิฉันก็ค่อย ๆ ทำความเข้าใจกับวิธีคิด วิธีมองโลกชีวิตและธรรมชาติของคุณลุงว่าแท้จริงแล้ว คุณลุงมี “ปรัชญา” (Philosophy) ในการดำรงชีวิตที่สะท้อนถึงหลักธรรมทางพุทธศาสนา ที่ลึกซึ้ง คุณลุงเล่าว่าชาวบ้านที่อยู่ในละแวกเดียวกับคุณลุง เคยเรียกคุณลุงว่าเป็น “คนบ้า” เพราะเห็นคุณลุงเดินก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ในท้องนาแล้วพูดคนเดียว…ความจริงมีอยู่ว่า คุณลุงพูดกับต้นข้าวบ้าง กับหนูนา บ้าง “บางทีก็พูดกับหนูว่าอย่ากัดข้าวเลยนะ สงสารพ่อบ้างเถอะ” คุณลุงเล่าให้ฟัง แล้วหนูมันเชื่อลุงด้วยหรือ ? “คุณสรยุทธ์ถาม (คงตรงกับใจคนดู่หลายคนที่อยากถามเหมือนกัน) “ฟังนะ มันก็หยุดกัดต้นข้าวของลุงนะ” ทั้งนี้ คุณลุงอธิบายว่าเวลาพูดกับต้นข้าวหรือพูดกับหนูนาก็จะทำจิตใจให้สบาย ๆ แล้วส่งความสบายไปยังรอบ ๆ ดิฉันอยากจะเข้าใจว่าสิ่งนี้ชาวพุทธเราเรียกว่าการ “แผ่เมตตา” นั่นเอง ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ก็เคยมีการทดลองเรื่องผลกระทบของเสียงดนตรีที่มีต่อการเติบโตของพืชอยู่เหมือนกัน น้ำเสียงที่มีเมตตาจึงน่าจะเป็น “คลื่นแห่งความสุข” ที่มีผลกระทบต่อสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายในท้องนานั้น ทุกวันนี้ สังคมประสบความทุกข์ยากเพราะคนฉลาดเอาเปรียบคนโง่ คนตัวโตรังแกคนตัวเล็ก คนรวยกดขี่คนจน และผู้นำไร้คุณธรรม เรื่องของคุณลุงทองเหมาะ แจ่มแจ้ง ครูภูมิปัญญหาไทยจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของคนไทยธรรมดา ๆ ทุกคนที่อยากสร้างองค์ความรู้ของทุกวิชาชีพที่คนไทยทำ ให้เป็นภูมิความรู้ของแผ่นดิน ที่มา : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม 2551 และวันอังคารที่ 29 กรกฎาคม 2551 คอลัมน์ Leader a La Carte โดย รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข
Filed under: พลังการเปลี่ยนแปลง