เมืองในฝัน เริ่มที่ศูนย์…

เมืองในฝัน เริ่มที่ศูนย์…รีไซเคิล เมื่อปีที่แล้ว กรุงเทพฯ มีระเบิด ผมเป็นคนนึงที่ไม่ขับรถ(ค่าน้ำมันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโชคดี) เลยมีโอกาสได้เดินไปตามฟุตบาธบ่อยๆ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นมันเปลี่ยนกรุงเทพฯของผม(และของคุณด้วย) มันทำให้ทุกคนกลัวถังขยะ  หลายที่แก้ปัญหาด้วยการใช้ถังใส มันดูง่ายกว่าถ้ามีระเบิด (ถ้าเอาใส่ถุงกระดาษก็มองไม่เห็นอยู่ดี ใครจะสน) ถังเขียว ถังเหลือง ถังน้ำเงิน ที่ไว้แยกขยะของกทม. ก็น้อยลงจนผมไม่ค่อยเห็น ไม่ได้บ่นและพอเข้าใจ มันเป็นเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของประชาชน  และความปลอดภัยในเก้าอี้ของผู้มีอำนาจในสภา แต่ผมว่าคนกรุงเทพฯกำลังเสียโอกาสอย่างใหญ่หลวง  โอกาสในการแยกขยะ เพื่อการรีไซเคิล  อันนี้เป็นเรื่องของเราทุกคน บ้านเรา ภาษีของเรา(ติดโกรธนิดหน่อยเพราะข้อนี้สำคัญ เป็นเรื่องเงิน จ่ายให้มันทุกเดือน ต้องได้อะไรดีๆ กลับมาบ้าง ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบแกนๆ) ทุกวันนี้ คนในเมืองหลวงช่วยสร้างขยะด้วยความขยันขันแข็งกว่า 8,500 ถึง 9,500 ตัน ให้ต้องจัดเก็บทุกวัน รู้รึเปล่าว่าเราจ่ายเงินกว่า 9.5 ล้านบาททุกวันในการจัดการขยะของเรา  คูณด้วย 365 วัน นั่นแปลว่าเราจ่ายไปปีละ 3,467,500,000 บาท  มหาศาลเอาการอยู่ เพราะเงินสามพันล้าน เอาไปทำอะไรได้ตั้งเยอะ  การแยกขยะเลยสำคัญ แค่ลดปริมาณขยะที่จัดเก็บลงนิดๆหน่อยๆ ปีนึงอาจลดได้สักร้อยล้าน เงินร้อยล้าน พัฒนากรุงเทพฯได้อีกเยอะ(ถ้าไม่มีการกินหินกินปูนกันเกิดขึ้น)เผลอๆลดได้มากกว่านี้ ดีใจด้วย เราจะรวยแล้ว  ทำยังไงกันดีล่ะ ถ้าอยากได้เงินก้อนนี้  วันนี้ก็เลยเอาเรื่องของเมืองที่จัดการกับขยะได้เจ๋งที่สุดในโลกมาเล่าให้ฟัง  ผมมีโอกาสได้ดูรายการโทรทัศน์ของคุณนิติภูมิ เมื่อไม่นานมานี้ ในรายการพูดถึงเมืองๆ นึงในญี่ปุ่น ที่ใส่ใจในการรีไซเคิล  และแทรกซึมมันเข้าสู่ชีวิตประจำวันของทุกคนในชุมชนได้เนียนอย่างน่าทึ่ง และน่าเอาอย่างเป็นที่สุด  นครแห่งการรีไซเคิลที่เจ๋งสุดๆ นี้มีชื่อว่า “นครเซนได” ญี่ปุ่นมีโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นแบ่งเป็น 2 ชั้น  ชั้นแรกคือ จังหวัดมี 47 แห่ง และชั้นที่สองคือเทศบาล มีทั้งหมด 3,190 แห่ง แบ่งเป็นเทศบาลนคร 677 แห่ง เทศบาลเมือง 1,961 แห่ง และเทศบาลหมู่บ้าน 552 แห่ง  แต่ละแห่งมีวิธีการบริหารเป็นของตัวเองโดย แม้แต่การจัดการกับขยะก็แบบเฉพาะของใครของมัน เรียกได้ว่า บ้านใครบ้านมัน เมืองใครเมืองมัน เลือกวิธีจัดการให้เหมาะกับตัวเองเป็นดีที่สุด ส่วนที่เซนได เค้าเริ่มปลูกฝังเรื่องการรีไซเคิลให้ประชาชนของตัวเองตั้งแต่เป็นเด็กประถม  ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ๆ ที่จะเจริญเติบโตและสร้างบ้านเมืองต่อไป  สอนเรื่องขยะกันเป็นเรื่องเป็นราวในชั้นเรียน มีทัศนศึกษา ให้มาดูโรงงานรีไซเคิลเพื่อทำความเข้าใจเรื่องขยะ นักเรียนชายชั้นมัธยมต้นจะถูกคัดมาทำงานในแผนกรีไซเคิลขยะชุดละ 5 วัน ประชาชนที่นั่นเลยมีจิตสำนึกเรื่องการรีไซเคิลใหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดเต็มร้อย จะทิ้งขวดน้ำทั้งที แยกกัน 3 ถัง ฝาขวดถังนึง ฉลากถังนึง ตัวขวดก็อีกถังนึง แยกกันจริงจังและจริงใจ   เพราะขยะ อาจมีอะไรที่ไม่ใช่ขยะซ่อนอยู่ (เงินและโอกาสในสังคมทั้งนั้น ขอให้รู้) โรงงานขยะของที่นี่เค้าเลยแยกขยะก่อนนำไปเผา ช่วยลดจำนวนขยะลง(reduce) ด้วยการหาว่าอะไรที่เอากลับมาใช้ใหม่(reuse)ได้อีก และมีอะไรบ้างที่นำกลับไปผลิตใหม่ที่เราเรียกกันว่ารีไซเคิล (recycle)ได้บ้าง อันนี้เรียกกันว่า 3Rs เป็นนโยบายของชาติกันเลยทีเดียว สนับสนุนโดยนายกรัฐมนตรี  โปรดฟังอีกครั้ง การรีไซเคิลเป็นเรื่องระดับชาติ  ที่นี่จึงมีแผนกซ่อมแซมสิ่งของ ทำกันอย่างอบอุ่น เก้าอี้ ตู้ เตียง และเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ที่ซ่อมแซมจนเหมือนใหม่  จะถูกนำมาจับฉลากเพื่อแจกแก่ผู้ต้องการเดือนละครั้ง คนที่มาซ่อมก็เป็นนักเรียนอาชีวะทั้งหลาย (จะตีกันทำไม มาซ่อมของดีกว่า ไอ้น้องเอ้ย) อยากอ่านหนังสือฟรีมานี่…ศูนย์หนังสือเก่า สนใจเล่มไหน หยิบไปอ่านกันเลยฟรีๆ คนละ 3 เล่ม ที่นั่นมีบอร์ดที่ประชาชนนำมาติดว่า ครอบครัวของตัวเองกำลังจะทิ้งอะไร  อีกบอร์ดหนึ่งก็จะเป็นของคนที่ต้องการสิ่งของเพื่อนำไปใช้ในครอบครัวของตน เสื้อผ้าจะทิ้ง เค้าก็เอาไปซักรีดอย่างดี ก่อนนำมามอบให้ศูนย์รีไซเคิล  ขยะที่ต้องเผา นครเซนไดเอาไปผลิตกระแสไฟฟ้า คุ้มไปเลย ไม่มีอะไรเสียเปล่า มีโรงไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิง 3 โรง รวมเก็บขยะได้วันละ 1,800 ตัน  ผลิตกระแสไฟฟ้าได้วันละ 9,000 กิโลวัตต์  หมายความว่าขยะของนครเซ็นไดที่มีประชากรเพียง 1 ล้านคน ให้ไฟฟ้าได้มากถึงวันละ 27,000 กิโลวัตต์  ใช้ในกิจการของนครเซ็นได 40% อีก 60% นำไปขายให้บริษัทไฟฟ้า(ได้เงินอีกตะหาก) น่ารักจริงๆผมว่า นครแห่งการรีไซเคิลที่เจ๋งและน่ารักที่สุด เพราะมันถูกลากยาวมาจากนโยบายชาติ ปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กๆ  คนในเมืองก็ให้ความร่วมมือทำกันอย่างจริงจังและจริงใจ เป็นสิ่งปกติที่ทำกัน ไม่ทำนี่สิ ผิดปกติ ประโยชน์ที่ได้นั้นมหาศาล กรุงเทพฯ สมควรอย่างยิ่ง ที่จะเอาเป็นแบบอย่าง  ใครสมัครเป็นผู้ว่ากรุงเทพฯแล้วมีนโยบายแบบนี้ ผมจะแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าไปเลือกเป็นคนแรกเลย ในสายตาผม โครงการรณรงค์ของกรุงเทพฯไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เช่นอยากให้ใช้จักรยานเพื่อประหยัดพลังงาน ลดภาวะโลกร้อน ผู้ว่าก็จัดวันรณรงค์ไปขี่จักรยานให้เป็นแบบอย่าง ก็ไม่แปลก….แต่ที่แปลกคือไปขี่ในสวนลุม! ท่านผู้ว่าครับ อยากให้ขี่จักรยานแทนรถ ช่วยไปขี่ที่ถนนครับ ขี่ที่ถนน ต้องมีไบค์เลนก็ช่วยสร้างหน่อยครับ  (บีอาร์ทีนี่น่าจะนานเกินรอ ป่านนั้นน้ำท่วมกรุงเทพฯเพราะโลกร้อนหมดแล้ว) ผมเห็นไบค์เลนที่เลียบทางด่วนรามอินทรา 99.99% ไม่เห็นจักรยานครับ สร้างแถวสีลมหรือสยามน่าจะเวิร์กกว่า หรือควรจัดวันขี่จักรยานขึ้นมาก็ไม่เลว ถ้าไม่มีทุนทำอะไรดีๆ แบบนี้ เริ่มจากช่วยกันผลักให้เกิดศูนย์รีไซเคิลเพื่อชุมชนสิครับ กลับไปอ่านด้านบนอีกครั้ง ถ้าไม่รู้ว่าขยะน้อยลงแล้วจะประหยัดเงินภาษีของเราได้อย่างไร

ใส่ความเห็น